Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพทางเศรษฐกิจ
การบริการพื้นฐาน
สินค้า OTOP
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา
โครงสร้างส่วนราชการ
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาท้องถิ่น
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
แผนการดำเนินงาน
รายงานการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา
เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
การปฏิบัติงาน
การให้บริการ
ควบคุมภายใน
คู่มือการปฏิบัติงาน
การจัดการองค์ความรู้ KM
รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี
การป้องกันการทุจริต
เจตจำนงสุจริตของผู้บริหาร
การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต
การจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต
บุคลากร
คณะผู้บริหาร
สมาชิกสภา
ทำเนียบหัวหน้าส่วน เทศบาลตำบลกงไกรลาศ
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา
กองสวัสดิการสังคม
กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ข่าวสารตำบล
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ข่าวกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวรับสมัครโอน/ย้าย
รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
ข่าวสารเครือข่าย
ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่าย
ข่าวกิจกรรมเครือข่าย
ปฏิทินกิจกรรมเครือข่าย
ข่าวรับสมัครโอน/ย้ายเครือข่าย
สินค้า OTOP เครือข่าย
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก. เทศบาล
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติ
รายรับรายจ่าย
รายงานการประชุม
เว็บบอร์ด
พูดคุยเรื่องทั่วไป
ข้อเสนอแนะ ติชม
รับเรื่องราวร้องทุกข์
เว็บบอร์ดเครือข่าย
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมา

คำขวัญเทศบาลตำบล
     " น้ำปลาแท้ แหล่งปลา เลื่องลือชื่อ นามระบือ ขนมผิง ทองพับหวาน ทองม้วนหอม ปลาร้าเสริม เชิญแวะทาน นมัสการหลวงพ่อโต สุโขสโมสร พรหลวงพ่ออุย "

ประวัติความเป็นมา
     เทศบาลตำบลกงไกรลาศเดิมเป็นสุขาภิบาซึ่งจัดตั้งโดยประกากระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2499 ตามพระราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า 84 เล่ม 73 ตอนที่ 60 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2499 โดยมีนายเอื้อน รงค์ทอง เป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลกงไกรลาศคนแรก ต่อมาสุขาภิบาลกงไกรลาศได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลกงไกรลาศตามผลแพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่166 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นมา โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกงไกรลาศ คือ นายชวนินทร์ เพมะ ตั้งแต่วันที่ยกฐานะเป็นเทศบาล จนถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์กงไกรลาศ : 
     ความหมายของคำว่า “กงไกรลาศ” “กง” หมายถึง กงล้อธรรมจักรของศาสนาพุทธ “ไกรลาศ” หมายถึง สีขาว ดังนั้น อำเภอกงไกรลาศ จึงหมายถึง “กงล้อธรรมจักรสีขาวบริสุทธิ์”  
     ชุมชนดั้งเดิมเป็นคนไทยในพื้นที่ที่อยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆเนื่องจากอำเภอกงไกรลาศ มีทำเลดี เป็นที่ราบลุ่ม ต่อมาจึงมีคนเชื้อสายจีนและลาวโซ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วย ชุมชนเดิมจะอาศัยอยู่บริเวณบ้านหางตลาด และตำบลป่าแฝก ส่วนบริเวณบ้านน้ำเรื่อง ตำบลท่าฉนวน บ้านเนินหว้าและตำบลกง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกลาวโซ่ง ที่อพยพมาจากจังหวัดลพบุรี โดยทางเรือ และประมาณ 40 ปีที่ผ่านมามีบางส่วนที่อพยพ มาจากจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี โดยทางบก นอกจากนี้ยังมีชาวจีนมาประกอบอาชีพค้าขายและต่อมาอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอำเภอกงไกรลาศเป็นการถาวรอีกด้วย ทำให้คนในตลาดส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีเชื้อสายจีนจนถึงในยุคปัจจุบัน
     พ.ศ.2437 นายอำเภอคนแรกคือ พระยากงไกรลาศ ซึ่งที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศ ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆที่มีชื่อว่า “เกาะกง” มีแม่น้ำยมล้อมรอบ ชาวบ้านในสมัยนั้นจะอาศัยอยู่ในแพ ซึ่งมีพื้นเพมาจากพระนครศรีอยุธยาที่มีเชื้อสายจีนมาเพื่อค้าขายพอถึงฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำท่วมสูง ไม่สะดวกในการดำรงชีพ 
     พ.ศ.2460 สมัยหลวงบุรีไทยพิทักษ์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอทางราชการได้เปลี่ยนชื่อ อำเภอกงไกรลาศเป็นอำเภอบ้านไกรและในปีเดียวกันได้ย้ายที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศจากเกาะกงไปอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม ห่างจากที่เดิมประมาณ 15 เส้น 
     พ.ศ.2482 นายเปลี่ยน สิทธิเวช ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ทางราชการได้เปลี่ยนชื่ออำเภอบ้านไกรเป็นอำเภอกงไกรลาศดังเดิม เนื่องจากชื่ออำเภอกงไกรลาศปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยมาช้านาน
     พ.ศ. 2505 นายเอื้อน รงค์ทอง ดำรงตำแหน่งนายอำเภอกงไกรลาศ เห็นว่าบริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอหลังตลาดตำบลกงคับแคบและไม่สามารถขยายได้ฤดูฝนน้ำท่วมไม่เหมาะสมที่จะตั้งที่ว่าการอำเภอและอาคารที่ว่าอำเภอกงไกรลาศชำรุดทรุดโทรมมาก ประกอบกับตั้งอยู่ห่างไกลสถานีตำรวจภูธรอำเภอกงไกรลาศถึง 3 กิโลเมตร จึงทำเรื่องราวขออนุญาตกระทรวงมหาดไทย ขอย้ายที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศ จากหมู่ 10 ตำบลกง ไปตั้งริมถนนสิงหวัฒน์ (ถนนสาย 9) หลักกิโลเมตรที่ 21 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกร่าง กระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้ย้ายที่ว่าการได้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2505 
     บ้านกง แต่เดิมเป็นท่าเรือที่ใช้ขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ มาขึ้นที่ท่านี้โดยมีการใช้เรือลากจูง มาครั้งละประมาณ 10 ลำ อาจจะใช้ เรือกลไฟไปลากเรือเอี้ยมจุ๊นอีกทีหนึ่งนอกจากนี้บริเวณบ้านกงยังเป็นจุดลงเรือของชาวบ้านเพื่อเดินทางไปยังอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลกอีกด้วย คนในอดีตจึงได้อาศัยลำน้ำยมเป็นหลักสัญจรไปมาผู้ที่เดินทางสัญจรไปมาจะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการเดินเรือและแข็งแรงเพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุและอันตรายได้ง่ายเนื่องจากกระแสน้ำแรงและสภาพเกาะแก่งมีให้เห็นโดยทั่วไปประกอบกับมีกระแสน้ำวนด้วย 
     สมัยก่อนจะเป็นเรือแจว ส่วนเรือรับจ้างจะมี “เรือเครื่องบิ๊ก” ที่รับจ้างทั้งขนคนและขนสินค้า อัตราค่าโดยสารในสมัยนั้น 3 บาทต่อคน หากรวมสินค้าด้วยก็เป็น 5 บาท เรือรับจ้างจะมาขึ้นที่ “ท่าเรือบ้านกง”ซึ่งในสมัยนั้นท่าเรือดังกล่าวจัดเป็นศูนย์กลางของการขนส่งและเป็นแหล่งที่ตั้งของชุมชน และที่ท่าเรือจะมีกรรมกร(จับกัง)คอยรับจ้างขนสินค้าระหว่างท่าเรือกับตลาดเป็นจำนวนมากต่อมามี “เรือทุ่น” (เป็นเรือรับจ้างที่มีหลังคาเป็นสังกะสีโค้งกลางลำเรือเพื่อกันแดดและกันฝนซึ่งอัตราค่าโดยสารจะถูกกว่าเรือเครื่อง แต่แล่นช้ากว่า) หากชาวบ้านจะไปสุโขทัยก็ต้องไปขึ้นที่ท่าเรือประเสริฐ เวลาหน้าน้ำเรือก็จะสามารถเข้ามาถึงท่าเรือได้เลย แต่ถ้าเป็นหน้าแล้งชาวบ้านต้องนั่งเกวียนหรือเดินไปลงเรืออีกทอดหนึ่ง ถนนสายแรกที่สร้างในอำเภอเป็นถนนสายใน ชื่อถนนนรานุกูลกิจสร้างเมื่อประมาณปีพ.ศ.2462สร้างโดย หลวงนรานุกูลกิจ ซึ่งเป็นนายอำเภอขณะนั้น 
     นับตั้งแต่ พ.ศ.2485 เป็นต้นมาถือได้ว่าการเดินทางระหว่างกันทางบกเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นอย่างมาก และมีผลทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในแพเริ่มลดน้อยลงและอพยพเคลื่อนย้ายมาปักหลักถาวรบนบกแทน รถยนต์เริ่มใช้ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แก่ เชฟ ของนายชิงชัย (ชาวจีน) รถเชฟนี้เป็นเครื่อง 4 สูบ ใช้น้ำมัน และใช้เป็นรถโดยสารที่วิ่งไปจังหวัดสุโขทัย วันละ 1 เที่ยว สำหรับรถยนต์ที่ใช้ไปจังหวัดพิษณุโลกก็มีวันละ 1 เที่ยว ถ้าเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกต้องพักค้างที่พิษณุโลก 1 คืน สำหรับการเดินทางไปกรุงเทพฯต้องค้างที่พิษณุโลก 1 คืน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรถของนายใหญ่ ภูมิประพัส เป็นรถยนต์ใช้ถ่านและพัฒนามาเป็นรถลูกช้าง (รถสีฟ้า) ใช้น้ำมันเบนซินและพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเคยรับสั่งว่าอำเภอกงไกรลาศเป็นแอ่งกระทะสามารถเป็นพื้นที่รับน้ำจากแม่น้ำยมได้ การทำนาในอดีตเป็นการทำเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน หากมีเหลือก็จะนำมาขายและใช้แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน อดีตการทำนาใช้วิธีหว่านเพราะสภาพพื้นดินเป็นที่ลุ่มน้ำหลากอยู่นานจึงต้องเป็นนาหว่านเหมือนกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรียกว่า “ข้าวนางลอย” 
     แต่ก่อน ชาวประมงจะอยู่อาศัยกันในแพ โดยใช้ไม้บวบ (ไม้ไผ่) มาหนุนแพให้ลอยมีทั้งแพ ชนิด 2 บวบกับชนิด 3 บวบ การมัดบวบใช้ไม้ไผ่ 50 ลำ มามัด 1 มัด เท่ากับ 1 บวบ ถ้าคนมีฐานะจะใช้ไม้เนื้อแข็งพาดบวบทำพื้นและฝาห้องก็มี การใช้น้ำของชาวแพจะใช้วิธีแกว่งสารส้มเพื่อให้น้ำใส เดี๋ยวนี้แพหมดไปแล้วเพราะแม่น้ำยมแห้งโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 
     การผลิตน้ำปลาจากปลาสร้อยก็เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน อันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ทำ รายได้ให้แก่ชาวบ้านตำบลกง อำเภอกงไกรลาศ มาช้านานแล้ว นอกจากนี้ตำบลกงยังมีชื่อเสียงในการทำปลาร้าซึ่งทำจากปลาช่อน และปลาเค้าอีกด้วย 
     อาชีพดั้งเดิมของคนในตำบลกง ร้อยละ 90 ทำการประมงบริเวณริมแม่น้ำยม โดยใช้วิธีทอดแห ตีอวน สมัยนั้นมีปลาชนิดดีตัวสีขาว ให้สังเกตว่าแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่มีน้ำขุ่น และมีป่าละเมาะมาก ปลาที่อยู่ในลุ่มน้ำขุ่นจึงมีสีขาวหากเป็นปลาที่อยู่ในน้ำใสปลาจะสีขุ่นปลาที่หาได้ชุกชุมสมัยนั้นได้แก่ ปลาม้า ปลาเนื้ออ่อน ปลาชะโด ปลากะสง (เหมือนปลาช่อน) ปลาอิทก(ขนาดใหญ่เท่าปลาบึกน้ำหนักตัว 100 - 200กิโลกรัม คนถิ่นนี้แต่ก่อนไม่รู้จักปลาบึก รู้จักแต่ปลาอิทก เวลาหามต้องใช้เชือกร้อยโดยใช้ไม้ไผ่เป็นลำเป็นคานหาม)
     การทำทองม้วนและขนมผิงเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นในอำเภอกงไกรลาศเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว ประมาณ พ.ศ.2516 แม่สงวน เหลืองสุวรรณ ได้ริเริ่มทำทองม้วนขึ้นเป็นรายแรกของตำบลกง และใน ปีพ.ศ.2523 นายอาษา เมฆสวรรค์ ได้นำทองม้วนของแม่สงวน เหลืองสุวรรณ ขึ้นทูลเกล้าถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ส่วนขนมผิงที่มีชื่อเสียงมากเคยออกรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 7 คือ “ขนมผิงแง้มประตูขาย” ของคุณติ๋ม สาเหตุที่ได้ชื่อว่า “แง้มประตูขาย” เนื่องจากมีลูกค้าต่อคิวแย่งกันซื้อเป็นจำนวนมากจนเจ้าของร้านคือ คุณติ๋มต้องแง้มประตูซึ่งเป็นบานไม้พับให้เหลือช่องเล็ก ๆ จึงขายให้แก้ลูกค้า (ปัจจุบันร้านนี้ก็ยังแง้มประตูอยู่ไม่เปิดกว้างเหมือนร้านอื่น ๆ ทั่วไป) 
     เคยมีคำกล่าวว่า “อยากมั่งมีไปอยู่ศรีสำโรง อยากฉิบหายตายโหงไปอยู่กงไกรลาศ” ทั้งนี้เนื่องจากอำเภอศรีสำโรงมีความอุดมสมบูรณ์มาก ในขณะที่อำเภอกงไกรลาศ เคยเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ทำให้ปลูกอะไรไม่ได้ ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2496 – 2510 มีนักเลงหัวไม้มาก เคยมีสถิติผู้ถูกฆ่าตายในอำเภอนี้ถึง38คนต่อเดือนนักเลงหัวไม้นี้มีทั้งที่มาจากสุโขทัยและพิษณุโลก และคนพื้นที่ อำเภอกงไกรลาศเอง โดยจะมารวมกันอยู่ที่นี่เรียกว่า สุมโจร ในปี พ.ศ.2516 นักเลงหัวไม้หรือสุมโจรได้หมดไปเนื่องจากมาตรการเด็ดขาดของภาครัฐและการวิสามัญฆาตกรรมของตำรวจคนที่เป็นเสือในความหมายของชาวกงไกรลาศ จะมี 2 ความหมาย คือ เสือที่หมายถึงคนที่ดีแต่มีจิตใจนักเลง ใจกว้าง มีลักษณะของผู้นำคนลักษณะเช่นนี้จะได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน สำหรับความหมายที่ 2 จะหมายถึงพวกที่มีฐานะยากจน มีสันดานในการปล้นเป็นพวกมิจฉาชีพและส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างถิ่นมิใช่คนพื้นเพของอำเภอกงไกรลาศ ประมาณ 10 ปีที่แล้วมา อำเภอกงไกรลาศ เป็นพื้นที่ที่มีงูเห่าชุมมากในอดีตเป็นอำเภอที่ได้ชื่อว่า กลางหาวมีแมงดา กลางดินมีน้ำมัน แต่ในปัจจุบันแมงดาไม่มีให้เห็นแล้ว 
     ในเรื่องการศึกษา เด็กจะเรียนหนังสือตามวัด จนปี พ.ศ.2474 มีโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเปิด สอนตามหลักสูตรภาคบังคับของกระทรวงศึกษาธิการ ชื่อโรงเรียนกง 1 ราษฎร์อุทิศ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบ้านกง(ราษฎร์อุทิศ)) โดยมีขุนสวัสดิ์ สวัสดี เป็นผู้อุทิศที่ดินให้และประชาชนเป็นผู้ช่วยกันสร้าง มีนายบุญมา ปรีชาชาญ เป็นครูใหญ่คนแรก การเปิดสอนครั้งแรกมีถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 4 และมีนักเรียนหญิง - ชาย ตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดสอน ต่อมามีการตั้งโรงเรียนขึ้นอีก 4 โรง 
     วิถีชีวิต แต่เดิมบ่อน้ำกลางหมู่บ้านเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และจัดงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น การเล่นช่วง การเล่นเตย นางสุ่ม นางด้ง นางชิงลม เป็นต้น ต่อมาเมื่อไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึงหมู่บ้าน ในปี พ.ศ.2530 ก็เกิดสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมาและทำให้วิถีชีวิตของชาวกงไกรลาศเปลี่ยนแปลงไป
     เพลงประจำที่หนุ่มสาวขับร้องเมื่อพบกันที่บ่อน้ำในบริเวณที่ไปตักน้ำหรืออาบน้ำในทำนองต่อว่าต่อขาน จะเป็นเพลงที่ร้องเล่นพร้อมกัน ปัจจุบันเพลงนี้ก็ยังคงมีอยู่ คือ หนุ่มรูปหล่อกินน้ำบ่อลืมน้ำฝน อย่าไปรักเขาเลยพ่อหน้ามน เรามันจนเขาถึงไม่แล ไกรในไม่ใช่พวกกลางนา ไอ้พวกเดินมาเรียกว่า “ ไกรนอก
     ความภาคภูมิใจของชาวตำบลกงไกรลาศนั้น ถึงแม้จะประกอบด้วยหลากหลายเชื้อชาติ มีทั้ง จีน ลาว ไทย แต่ด้วยความที่เป็นคนมีน้ำใจ โอบอ้อมอารี ความสมัครสมานสามัคคี ทำให้ชุมชนแห่งนี้อยู่กันได้อย่างกลมกลืน เหมือนพี่น้องมาจนถึงปัจจุบัน


เทศบาลตำบลกงไกรลาศ

เลขที่ 151/5 หมู่ที่ 2 ถนนสิงหวัฒน์ ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 64170
โทรศัพท์ : 0-5569-1158,08-6443-2072  โทรสาร : 0-5569-1158  อีเมล์ : admin@kongkrailas.go.th

Powered By kongkrailas.go.th